ผู้ใช้งาน:   รหัสผ่าน:  

สาระน่ารู้

โรคกระดูกพรุน คืออะไร?


  แคลเซี่ยม ซิเตรท   

โรคที่เกิดกับกระดูกที่มีการลดลงของความหนาแน่นของมวลกระดูกอันเนื่องมาจากภาวะแคลเซียมในมวลกระดูกลดลงตามวัย ส่งผลให้กระดูกมีโอกาสหักได้ง่ายโดยเฉพาะกระดูกสันหลัง ข้อสะโพก ข้อมือ และกระดูกต้นแขน บริเวณหัวไหล่ โรคกระดูกพรุนมีอีกชื่อว่า  “มฤตยูเงียบ”  เพราะว่าอาการของโรคจะรุกคืบตลอดเวลาโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้ามาก่อน ผู้ป่วยจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเกิดกระดูกหักเสียแล้วการวินิจฉัยโรค จะทำได้โดยอาศัยเครื่องมือวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น เครื่องเอ็กเรย์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถวัดหาปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกได้ และถ้าพบลักษณะกระดูกพรุนจากการเอ็กเรย์กระดูก ต้องรู้ว่าในขณะนั้นกระดูกได้พรุนไปแล้วหนึ่งส่วนสามของกระดูกปกติโรคกระดูกพรุนนี้พบได้ในสตรีมากกว่าบุรุษ   เพราะมวลกระดูกของสตรีมีน้อยกว่าของบุรุษ    และเมื่อสตรีหมดประจำเดือนจะขาดฮอร์โมนอีสโตรเจนที่ช่วยทำให้แคลเซียมมาจับที่เนื้อกระดูกลดลงทำให้กระดูกบางลง ๆ หลังหมดประจำเดือน ซึ่งจะแสดงให้เห็นโดยหลังโกงลง หรือความสูงลดลง   มักพบเมื่อสตรีหมดประจำเดือนไปแล้ว 5-10 ปี

คนทั้งโลก เป็นเหยื่อของ “โรค”นี้
   
    ตัวเลขการศึกษาประชากรทั้งโลกพบว่า  สตรีมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40%
ในขณะที่ผู้ชายมีโอกาส 13% จากการสำรวจพบว่า จำนวนของการหักของกระดูกสะโพกเพิ่มมากขึ้นจาก 1.7 ล้านในปี 1990 และจะเพิ่มมากเป็น 6.3 ล้านในปี 2050  ซึ่งจะพบได้มากในประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในทวีปเอเชีย รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าโรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับสองรองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกพรุนจะเกิดได้ใน 1-3 ของผู้หญิงช่วงอายุ 60ถึง 70ปี และ 2 ใน 3 ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี ประมาณว่ามีผู้หญิงมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลกที่ทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกพรุนที่น่ากลัวไปยิ่งกว่านั้นคือ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส  หรือญี่ปุ่น  เป็นต้น  ผู้หญิงที่เป็นโรคนี้มีน้อยกว่าครึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา  ซึ่งสิ้นเปลืองเงินทองมาก  และผู้หญิงในเอเชีย ซึ่งมีเงินทองจำกัด จะมีกระดูกพรุนมากขึ้น และค่าใช้จ่ายจะสูงเป็นเงาตามตัวผลเสียที่ตามมาของโรคนี้ก็คือ ทำให้คนไข้ที่กระดูกหักเคลื่อนไหวไม่ได้ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา มีโอกาสเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมาอีก  เช่น  โรคเรื้อรังของระบบหายใจ แผลกดทับ   ทางเดินปัสสาวะอักเสบ   การติดเชื้อและอาจเสียชีวิตในที่สุด ในกรณีที่สามารถผ่าตัดรักษาได้ ผลของการรักษาอาจไม่หายกลับมาปกติได้ หรือทำงานตามเดิมไม่ได้   ซึ่งทำให้เสียทรัพยากรของทั้งครอบครัวและส่วนรวม

ใครบ้าง? มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

    สตรีที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือย่างเข้าสู่วัยทองไปแล้ว เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงสูงสุด ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ก็มีผลอย่างยิ่ง ต่อการเกิดโรคนี้ เพราะเราพบว่าคนที่อยู่ในครอบครัวที่เคยมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุนมาก่อน มักมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้มากกว่า  คนผอมมีโอกาสเป็นโรคนี้มากว่าคนอ้วน คนที่มีภาวะเสื่อมทางโภชนาการ เช่น กินอาหารไม่ครบสัดส่วน ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักมากว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนเชื้อชาติเอเชียก็มีโอกาสมากว่าคนเชื้อชาติอัฟริกัน

แคลเซียม เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตฟัน กระดูก เส้นผม และผิวหนัง   ต่างก็เป็นส่วนของร่างกายที่ไม่สามารถขาดจากแคลเซียมได้ แม้เป็นที่ทราบดีว่า แคลเซียมมีผลกระทบต่อสุขภาพฟันแต่คุณทราบหรือไม่ว่า  แคลเซียมนั้นมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความดันเลือดสูง (hypertension)และการควบคุมน้ำหนักตัวด้วยเช่นกัน

แคลเซียม คืออะไร ?
แคลเซียมเป็นเกลือแร่ที่พบอยู่มากที่สุดในร่างกายมนุษย์ประมาณ 1.5 ถึง 2%ของน้ำหนัก ร่างกายโดยรวมในวัยผู้ใหญ่ฟันและกระดูกเป็นแหล่งที่ประกอบด้วยแคลเซียมมากที่สุดแคลเซียมที่มีอยู่ทั้งหมดในร่างกาย คิดเป็นประมาณ 99%แคลเซียมที่อยู่ในเนื้อเยื่อเหล่านี้  ส่วนมากอยู่ในรูปแบบเกลือแคลเซียม ฟอสเฟต ส่วนเซลล์ประสาท เนื้อเยื่อ ร่างกาย เลือดและส่วนของเหลวอื่น ๆ ในร่างกาย ประกอบด้วยแคลเซียมที่เหลือ

แคลเซียม มีประโยชน์อย่างไร ?

    เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพฟันและกระดูกให้ดูดีอยู่เสมอ ร่างกายนำแคลเซียมมาใช้ในการสร้างกระดูก เช่นเดียวกับเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกายเนื้อเยื่อกระดูกมีการดูดแคลเซียมกลับคืนและสร้างกระดูกต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลาของชีวิตที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน เวลาที่สำคัญที่สุดคือ ระยะเวลาในการตั้งครรภ์และให้นมบุตร ตามมาด้วยช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นระยะเวลาที่เด็กผู้หญิงและชายส่วนใหญ่มีส่วนสูงและขนาดกระดูกเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกลุ่มอายุที่สำคัญอันดับสาม ได้แก่ เด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่มีกระดูกและฟันเติบโตในอัตราที่รวดเร็ว

ร่างกายเราต้องการ แคลเซียม มากแค่ไหน ?
    ความต้องการของแคลเซียม เบื้องต้นวัดได้จากความสมดุลระหว่างปริมาณแคลเซียมที่ถูกดูดซึมจากอาหารเข้าสู่ร่างกาย และปริมาณที่สูญเสียออกกำลังกายผ่านการขับถ่ายปกติ และจากการซ่อมแซมและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทน ในวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่ จำเป็นต้องมีการดูแลเพิ่มเติมให้เพียงพอต่อความต้องการการเจริญเติบโตของกระดูก
คำแนะนำโดยงค์การอาหารและการเกษตร แห่งประชาชาติและองค์การอนามัยโลก (2002)
ให้รับประทานแคลเซียมต่อวัน

กลุ่มอายุ    ความต้องการแคลเซียมต่อวัน
ต่ำกว่า 10 ปี    500-700 มิลิกรัม
อายุ 10-18 ปี    1,300 มิลิกรัม
       19-65 ปี    1,000 มิลิกรัม
              65 ปี   ขึ้นไป    1,300 มิลิกรัม
สตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรหรือหลังมีประจำเดือน    1,300 มิลิกรัม



แหล่งที่มา:เว็บไซต์มูลินิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ ,www.iof.com




วันที่ 27/09/2559 16:52:20

FreshyNetwork
บริษัท นูทริชั่น ซัพพลาย จำกัด 228/26 หมู่ที่ 8 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200